ทุกวันนี้ เกษตรกรไม่ใช่กระดูกสันหลังของชาติอีกต่อไป


"เกษตรกรไม่ใช่กระดูกสันหลังของชาติอีกต่อไป" นั้น เป็นการกล่าวที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ที่ภาคเกษตรกรรมมีบทบาทลดลงเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ส่งผลให้เกษตรกรมีสัดส่วนน้อยลงเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดของประเทศ

ในอดีต ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม โดยมีเกษตรกรเป็นอาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่ เกษตรกรเป็นผู้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ให้กับประเทศ ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้พัฒนาเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมและสังคมบริการมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ ภาคบริการก็มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกและให้บริการแก่ประชาชนในชีวิตประจำวัน

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมมีบทบาทลดลง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการมีความต้องการแรงงานมากขึ้น ส่งผลให้แรงงานจากภาคเกษตรกรรมย้ายไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนเกษตรกรลดลงและเกษตรกรมีสัดส่วนน้อยลงเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดของประเทศ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ก็ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมเช่นกัน เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ได้มากขึ้นโดยใช้แรงงานน้อยลง ส่งผลให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมากเท่าในอดีต

จากปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลให้เกษตรกรไม่ใช่กระดูกสันหลังของชาติอีกต่อไป แต่เป็นอาชีพหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมไทยยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะมีบทบาทลดลง แต่เกษตรกรก็ยังคงมีความสำคัญต่อประเทศไทยอยู่ เนื่องจากเกษตรกรเป็นผู้ผลิตอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ รัฐบาลจึงควรมีนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกษตรกรปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน


เกษตรกรยังคงมีความสำคัญต่อประเทศไทยอยู่ แม้ว่าภาคเกษตรจะมีสัดส่วนในมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพียงร้อยละ 10 แต่ก็ยังมีความสำคัญในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกรเป็นผู้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนทั้งประเทศ
  • การจ้างงาน ภาคเกษตรมีสัดส่วนการจ้างแรงงานสูงถึงร้อยละ 30.9 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานหลักของคนในชนบท
  • การส่งออก สินค้าเกษตรเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท
  • การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า เป็นต้น


แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อประเทศ แต่เกษตรกรก็ยังคงประสบปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น รัฐบาลจึงมี นโยบายต่าง ๆ เพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาภาคเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นโยบายที่รัฐบาลดำเนินการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาภาคเกษตรกรรม ได้แก่

  • โครงการประกันรายได้เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

  • โครงการสินเชื่อเพื่อการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

  • โครงการฝึกอบรมและพัฒนาเกษตรกร เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะให้กับเกษตรกร

  • โครงการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย

นอกจากนี้ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมก็มีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมและพัฒนาภาคเกษตรกรรม เช่น การให้ความรู้และคำแนะนำแก่เกษตรกร การจัดหาตลาดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยทำให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ส่งผลดีต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ การสร้างรายได้เข้าประเทศ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

กลับหน้าหลัก

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รอล่า โปรตีนเปปไทด์สำหรับเร่งการเติบโตของพืช เหมาะกับเกษตรกรทุกระดับ

พืชสังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น...แล้วดีอย่างไร

ปัจจัยการผลิตของเกษตรกรยุคใหม่ สะดวก ปลอดภัยได้ผล ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต